posted on 15 Apr 2010 01:27 by socunmim551
อาลัยแด่ผู้จากไปในวันนั้น
ทั้งทหารและผู้ชุมนุม
ไม่มีใครผิดใครถูก
มันเป็นเพียงความต่างบนคำว่าประชาธิปไตย
เสียงระเบิดกับภาพตอนยืนดูแถวทหารแนวโล่
ไม่ได้คิดว่าหลังจากกลับจากตรงนั้นจะเกิดอะไรขึ้น
สายตาทหารแต่ละคน อารมณ์ผู้ชุมนุม
นับเป็นเวบาร่วม 5 วันแล้วหลังเหตุการณ์
ผู้คนต่างร้องหาผู้รับผิดชอบ
ไม่ต้องไปค้นหาที่ใดหรอก
สำนึกและสติต่างหากที่ควรรับผิดชอบ
คารวะทุกดวงวิญญาณที่จากไป
ห่วงใยทุกคนที่บาดเจ็บ
ขอให้เลือดเหล่านี้คือหยาดสุดท้ายที่กระทบดิน.....
posted on 19 Mar 2010 00:42 by socunmim551
เลือดฉานฉาบโลมลงปฐพิน
ทานองสิ้นประกาศก้องมติใหญ่
อาบเวทย์มนต์คาถาเสริมจัญไร
แผ่นพื้นเจิ่งท่วมเลือดแท้นปช.
ดินจักรู้เถิดข้ากล่าวบอก
เพราะเหตุกลวงกลอกอำมาตย์ใหญ่
คนเสื้อแดงขอประจัญผลาญต่อไป
เพียงหยาดเลือดไซร์ไม่เทียมเท่ากฏหมายประชา
หนึ่งหมายนำพาชายรักคืนพื้นแม่
เดียวดายยาวนานกลับคืนอกประชาไพร่?
posted on 10 Jan 2009 21:34 by socunmim551
“ กูก็กำลังทำอยู่ไง มึงไม่ต้องรีบหรอก กูทำทุกวันอยู่แล้ว” เสียงเพื่อนของผมกล่าวผ่านโทรศัพท์ในกลางดึก หลังจากที่ผมเปรยต่อว่าเรื่องการเขียนบทภาพยนตร์ที่จะต้องทำภาพยนตร์สั้นส่งปลายเทอม ผมก็รับฟังโดยไม่กล่าวอะไรอีก ผมอ่านบทที่เพื่อนคนนั้นทำมาให้ผมอ่าน ผมอ่านได้แค่ไม่กี่บรรทัด อารมณ์ผมพลุ่งพล่านขึ้นทันที เพราะเขาไปลอกมา หลังจากที่ฝ่าการจราจรอันหนาแน่นของย่านถนนเส้นเพชรบุรีตัดใหม่จนมาถึงมหาวิทยาลัย มันก็ล่าช้ากว่าการบรรยายของวิชากองถ่ายทำภาพยนตร์ แต่อาจารย์และเพื่อนในห้องบางส่วนยังนั่งคุยเรื่องจิปาถะกันอยู่ ในช่วงหนึ่งอาจารย์ท่านนั้นได้กล่าวว่า คนที่ถือศักดิ์ศรีในแวดวงบันเทิงมักจะอยู่ได้ไม่นาน เราต้องรู้จักผ่อนปรนและเอาตัวรอด ผมนั่งขบคิดเรื่องทั้งสองเรื่องอย่างเศร้าใจ ทำไมเราต้องยอมลดศักดิ์ศรีกันขนาดนั้น ผมคิดว่ามันไม่จำเป็นมากมายขนาดนั้นหรอก จริงอยู่ถ้าคนเราแข็งมากเกินไป ก็จะมีผู้คนต่อต้านและไม่อย่างจะมีปฏิสัมพันธ์ด้วย แต่ทำไมเราไม่ทำให้มันพอดีล่ะ ตัวอย่างแรก ในเรื่องเพื่อนที่ทำบทภาพยนตร์ ทำไมเขาต้องไปลอกงานคนอื่นมาหลอกผมและเพื่อนร่วมกลุ่มผมจะไม่สนใจ ไม่ใส่ใจ ปล่อยผ่านไปเหมือนมันไม่เคยเกิดขึ้นก็ได้ แต่ผมเป็นคนที่อ่านหนังสือมากมายคนหนึ่งการเขียนที่เป็นรูปแบบและสามารถบรรยายฉากได้ละเอียดจนมองเห็นภาพในจิตนาการนั้น ผมมันใจว่าเขาไม่สามารถเขียนมันออกมาได้ ไม่ใช่ผมจะดูถูกเพื่อน และยกตนว่าเก่งกาจ เปล่าเลย แต่เพราะเท่าที่ผมอยู่ร่วมคลุกคลีกับเขาเขาเล่นแต่เกมเป็นกิจวัตรประจำวัน ไม่สนใจการเรียนมากนัก ขาดเรียนเป็นประจำ ความใฝ่ฝันอยากทำงานครีเอทีฟแต่ทำไมเขาสามารถเขียนบทที่ดูดีและสวยงามได้เทียบเท่านักเขียนมือฉมัง ผมสงสัยว่าทำไมเขาจึงยอมลดตัวไปลอกงานคนอื่นมา แล้วแสดงอาการภูมิใจนักหนา หรือเพียงเพื่อเอาตัวรอดไปแค่นั้นพอ ศักดิ์ศรีและความภูมิใจในตนไม่สนใจ และกล่าวถึงที่อาจารย์ผมว่า ผมว่ามันช่างเกินไปและเยียดหยามตนเองและมนุษย์ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามเราต้องเอาตัวรอดอย่างเดียวเท่านั้นหรือ ทำไมสังคมที่เจริญล้ำหน้าและพัฒนาขั้นสูงแบบสมัยนี้ กลับตกต่ำในด้านจิตวิญญาณกว่ายุคสมัยโบราณที่มีเพียงตัวตนกับสองมือ สร้างได้เพียงดาบ เครื่องใช้ยังชีพประจำวันแต่จิตวิญญาณสูงผมลองคิดเล่นๆว่า คนสมัยก่อนที่ได้สิ้นไปแล้ว และเป็นวิญญาณอยู่ในขณะนี้ คงมองคนยุคนี้ด้วยสายตาสังเวชยิ่ง ถึงเราจะเป็นมนุษย์และต้องยังชีพอยู่บนโลกและสังคมให้ได้ แต่เราจำเป็นไหมที่ต้องทำลายศักดิ์ศรีทั้งหมดลงแม้ศักดิ์ศรีมันอาจจะไม่รูปร่างเป็นตัวตน แต่มันก็มีรูปร่างอยู่ในตัวเรา ในจิตวิญญาณของเรา สองสิ่งที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคนนั้น มีสองประการ คือ ความเป็นอิสระ และ ศักดิ์ศรี.้งหมดลง้ได้ิญญาณอยู่ในขณะนี้ คงมองคนยุคนี้ด้วยสายตาสังเวชยิ่งวิญญาณสูงด้ ไม่ใช่ผมจะด
posted on 10 Jan 2009 21:33 by socunmim551
สายฝนกระหน่ำลงยามดึก โลกอุดมด้วยความชุ่มเย็นและฉ่ำสบาย กวีผู้เจนโลกสูบบุหรี่ช้าๆ ทอดอารมณ์กับบรรยากาศ พร้อมจิบเบียร์ขวดเขียวยี่ห้อดัง นานแล้วที่เขาไม่ได้นั่งดูฝนอย่างละมุนเช่นนี้ เขาจุดบุหรี่ตัวใหม่ ทอดสายตาออกไปกลางความมืดและสายฝน เหมือนจะมีจุดหมายแต่ก็ไร้ซึ่งแก่นสารหรืออาจจะเหมือนเม็ดฝน มากมายแต่ก็เพียงหนึ่ง ข้างตัวเขามีหนังสือคั่นหน้าวางอยู่เล่มหนึ่ง เขาเหลือบแวบหนึ่งหมายจะหยิบอ่าน แต่ก็เกิดเปลี่ยนใจ ให้อ่านตกฝนตก สู้หลับตาฟังเสียงดีกว่า แล้วจึงหยิบเบียร์โยกย้ายไปยังชานหน้าบ้าน พร้อมหยิบสมุดเขียนกวีของเขาติดมือออกไปด้วย ควันขาวเอื่อยไหลหายไปในฝนพร่ำ เขาพึมพำประโยคก่อนจรดปากกาลงบนหน้ากระดาษฝนโปรยปรายลงแผ่นพื้น สะอื้นไห้ไว้ทุกข์แก่โลกา เขาคิดเช่นนี้ในโลกปัจจุบัน โลกร้อนขึ้น ทุนนิยมโหมกระหน่ำ ภัยต่างๆที่แวดล้อมมีมากเกินกว่าจะระวังได้หมด ยุงร้ายแอบจู่โจมชิงเลือด หมายจะต่อตีแต่ก็ช้ากว่าหลายขุม ขณะเกาตุ่มเขาหวนนึกถึงคำของปู่เย็น นิ่งเหมือนมด อดเหมือนหมา กล้าเหมือนยุงมันช่างเป็นประโยคง่ายๆแต่ยิ่งใหญ่ของผู้ผ่านโลกมาเนิ่นนาน ฝนหยุดตกไปนานแล้วเขาเหลือบดูนาฬิกาย่างเข้าตี 1 เขาจึงลุกหมายจะเข้าครัวหยิบเบียร์ขวดใหม่ โทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เขากดรับสาย ปลายสายถามว่ามึงหลับหรือยังว่ะ พวกกูจะไปหามึง เขาตอบยินดี ราวเกือบตี2 ขณะเขาหนังอ่านหนังสือ รถเก๋ง 2 คันตรงเข้ามาจอดเทียบหน้าบ้าน จอห์นนี่เดินเล่นไหลลงไปเยี่ยมเยียนโซดากับน้ำแข็งในแก้ว ได้ใจความหลังแก้ว2ผ่านคอไอ้วิชว่าหลังจากออกจากร้านประจำ นึกอยากมากินกันต่อที่นี่ดีกว่า เขาหยิบบุหรี่จุดสูบ จิ๊บหนึ่งในหมู่ผู้เจนจัดเรื่องหนังสืออีกคนในกลุ่ม บอกกับเขาว่าตอนนี้มีแผนการจะเปิดร้านหนังสือผสมร้านกาแฟ ก็ดีนี่ เขาบอกก่อนยกแก้วจิบเหล้า หนังสือคือสิ่งเบิกโลกกว้าง ฉะนั้นกูจะสรรสร้างทางให้กว้าง จิ๊บว่า เขาไม่พูดดึงควันขาวเข้าปอด วิถีชีวิตที่แท้จริงไม่มีอยู่ในหนังสือหรอก เขานึกอยากบอกเพื่อน ไอ้วิชหนุ่มร็อกเกอร์ผมยาว กระดก on the rock จนหน้าเหยเก ก่อนหยิบมันฝรั่งทอดกิน เขามองจานมันฝรั่งนั้น ในหัวเต็มไปด้วยคำถาม ทำไมอาหารการกินเมืองเราต้องกระเดียกไปเป็นแบบฝรั่งด้วย นี่เราตกอยู่ใต้อำนาจต่างชาติ แม้แต่อาหารการกินแล้วหรือ กูว่าวงการเพลงบ้านเราเริ่มย่ำอยู่กับที่แล้ว ไอ้วิชเอ่ย ทำไมว่ะ ไอ้ใหม่ถามขึ้นหลังนั่งฟังเพื่อนอยู่นานเพลงอินดี้กลายเป็นกระแสหลักไปแล้ว น่าเศร้าใจ จิตวิญญาณสูญสิ้นแล้ว วิชเอ่ยแววตาเศร้าสร้อยเขาจุดบุหรี่ พร้อมอยากจะบอกเพื่อนว่า ดนตรีมีไว้เพื่อการผ่อนคลาย จริงจังได้แต่ก็ให้สนุกสนาน จะอินดี้หรือแกรมมี่ถ้าพึงพอใจก็ยุติ ด้วยเหตุนี้มั้งที่ทำให้เขาไม่ค่อยสนใจนิตยสารเกี่ยวกับเพลง เขามีหูที่ยังฟังได้ยินและมีวิจารณญาณที่ครบถ้วน ที่สำคัญการฟังเพลงคือการเข้าถึงสุนทรียภาพของแต่ละคน เขาดับบุหรี่หันไปคุยกับอัชฌา นักเขียนรูปพูดน้อย ซึ่งนั่งจมอยู่ในความขึ้นของตน เอาไว่ให้ยุงวางไข่หรอว่ะ เขาเย้าเล่น มันชอบเรื่อยๆโว๊ย เสียงไอ้บอลตัวฮาและขากินจุประจำกลุ่มว่า รูปร่างที่ผอมบางขัดกับการกินปานยัดห่า ทำให้เขาแอบอมยิ้มเล็กๆ มึงรู้ไหมตอนนี้กูได้ของใหม่มา นักสะสมของเก่าจอมกินจุว่าต่อ ได้อะไรมาล่ะ เขาถาม ไอ้เรือป๊อกแป๊กที่ใช้เทียนจุดให้มันวิ่งไง บอลตอบอย่างมีความสุข เขานึกออกตามคำเพื่อน มันทำให้เขาคิดว่าคนไทยสมัยก่อนช่างใจเย็นและมีความสุขกับสิ่งง่ายๆ ผิดกับทุกวันนี้จริงๆ เขาลุกจากวงไปเปิด cd เพลงjazz ให้วงเหล้ามีสีสันขึ้นอีกนิด ยำหมูสามชั้นถูกยกออกจากครัวด้วยฝีมือการปรุงของไอ้บอล อร่อยดีว่ะ เขาเอ่ยชอ นี่ล่ะรสชาติของไทยที่มีมีใครเหมือนและไม่เหมือนใคร เมื่อถึงครึ่งขวด 2 เหลือเพียงเขา วิช บอล และอัชฌา เวลาล่วงตี4 ครึ่งแต่คนที่เหลือในวงยังเฮฮากันอยู่ เขาหัวเราะขึ้นเมื่อไอ้บอลเล่าเรื่องตลก เขานึกย้อนไปสมัยทุกคนเรียนมัธยมด้วย เขาคิดเสมอว่าความจริงใจและมิตรภาพจะยืนยาวก็แค่ในช่วงเวลานั้น เพราะช่วงเวลาในรั้วอุดมศึกษามีแต่การเอาตัวรอดและชิงดีชิงเด่น จนถึงขณะนี้เขาและผองเพื่อนก็ก้าวล่วงสู่วัยในการทำงาน แต่พวกเราก็ยังเหนียวแน่นในมิตรภาพ เขานึกถึง canto ขำๆที่เขาเคยแต่งไว้ เพิ่อนหาไม่ง่ายเหมือนข้าวแกง เขารู้สึกชอบบทกวีนี้มากจนจำขึ้นใจ เพราะการจะคบหาถือมิตรภาพกันนั้น มันต้องใช้เวลาและปัญญาตริตรอง เพราะการอยู่ด้วยกันทุกวันก็ไม่สามารถเรียกว่าเพื่อนได้ เพราะคำว่าเพื่อนนั้นดำมืดลึกลับ รองจากคำว่า รัก เวลาล่วงตี 5 กว่า เหลือเพียงเขากับวิช เขาลุกไปเปิดโทรทัศน์ดูข่าวหัวรุ่ง มึงว่าบ้านเมืองตอนนี้เป็นไงว่ะ วิชถามพร้อมสูบบุหรี่แก้มตอบ กูว่ามันวุ่นวายว่ะ นายใหญ่ไร้บัลลังก์ ขี้ข้าก็แย่งกันมีอำนาจ ตัวแทนก็กร่างเพียงเพื่อรักษาสถานภาพ เขาตอบ วิชพ่นควันยาว พลางจิบเหล้า กูอยากให้บ้านเมืองสงบเร็วๆว่ะ กูรำคาญพวกเหี้ยนี่เต็มทีแล้ว ตีนฟ้าตะวันออกของเช้าวันอาทิตย์เริ่มแผดแสงบ้างแล้ว เขาไล่วิชไปนอน แล้วจึงลงมือเก็บล้างถ้วยชามต่างๆ ก่อนจะจุดบุหรี่สูบนั่งลงที่โซฟา สายตาเหม่อมองฟ้าหมาดฝน ก่อนที่สายฝนจะค่อยๆโปรยสายลงมาทุกสิ่งในโลกนี้ช่างอยู่บนความไม่แน่นอนจริงๆ ฟ้าใสเริ่มออกแสงชั่วครู่กลับเปลี่ยนเป็นหยาดฝนโรยปรายเขานึกประโยคขึ้น จึงลุกไปหยิบสมุดบันทึกจดไว้ ก่อนจะกลับมาเอนหลังที่โซฟา มองเม็ดฝนจนม่อยหลับไป.
posted on 10 Jan 2009 21:31 by socunmim551
นับตั้งแต่คณะราษฏร ก่อการปฏิวัติหรือการ อภิวัฒน์ เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์หรือราชาธิปไตย สยามประเทศหรือประเทศไทยในปัจจุบันก็เข้าสู่ห้วงเงามืดของคณะกลุ่มคนที่เข้ามาครอบงำประเทศตั้งแต่นั้น ตลอดระยะเวลาที่ล้มลุกคลุกคลานของระบอบประชาธิปไตยไทยที่กล่าวอ้างกันนั้น ประชาชนมิอาจมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง อำนาจอันเป็นของประชาชนผู้เป็นใหญ่ กลับถูกกลุ่มคนไม่กี่คน ยึดไปโดยอาศัย ความชอบธรรม ที่มาจากการเลือกตั้ง หรือบางครั้งก็มาจากการแย่งชิง แต่ก็เป็นการแย่งชิงกันระหว่างกลุ่มหนึ่งไปสู่คนหนึ่งหรือกลุ่มหนึ่งเท่านั้นเอง ดังนั้นประชาธิปไตยไทยก็ไม่ต่างจากลูกฟุตบอล เหล่าผู้มีอำนาจก็คือผู้เล่นที่ต่อสู่ฟาดแข้งกันบนสนามที่เรียกว่า ประเทศไทย ส่วนประชาชนทั้งหลายก็คือ ผู้ชมที่นั่งบนอัศจรรย์ ได้แต่มองเขา เล่น กันไปอาจจะมีบ้างบางครั้ง ที่ผู้ชมไม่พอใจกับการเล่นหรือการตัดสิน ก็ลุกฮือลงไปในสนามปะทะกับผู้เล่น และเมื่อผู้เล่นชุดเก่าหมดเวลาการแข่งขัน ผู้เล่นชุดใหม่ที่แรงเหลือหมายจะกำชัยก็ลงมาสู่สนาม ผลัดเปลี่ยนกันไปมีมีวันจบผู้เล่นคนไหนเจนจัดในเกม ก็จะลงสนามบ่อย แม้จะหยุดพัก แต่ก็ยังลงเล่นอย่างต่อเนื่อง ระบอบการปกครองของไทยนั้นมีลักษณะพิเศษเฉพาะตัวที่ไม่มีประเทศใดเหมือน เพราะแม้จะป่าวประกาศให้ทั่วโลกรับรู้ว่า เป็นประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตย แต่กลุ่มชนก็ยังเหนือปวงชนอยู่ดี การที่กลุ่มคนที่เรียกว่า นักการเมือง เข้ามามีอำนาจได้นั้น ไม่ใช่ว่าจะได้มาซึ่งอำนาจที่ประชาชนลงมติให้มารับใช้อย่างเดียวแต่ยังมาจากการสร้างฐานอำนาจ ด้วยกลวิธีต่างๆ โดยอาศัยการผูกมิตรกับข้าราชการท้องถิ่นและการเข้าเป็นผู้บริหารส่วนราชการท้องถิ่นหรือครอบครัวเป็นผู้บริหาร รวมทั้งการใช้อำนาจการเงินซื้อข้าราชการและบุคคลในแวดวงต่างๆ เมื่อการสร้างฐานอำนาจรองรับเสร็จสิ้น การดำเนินการเพื่อเข้าไปมีอำนาจก็จะเริ่มขึ้น เมื่อใดที่มีการเลือกตั้งไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นหรือระดับประเทศ เราจะสามารถเห็นการอุ้มชูกันอย่างเด่นชัด เมื่อเจ้าของฐานอำนาจลงเลือกตั้ง เหล่าผู้ใต้บังคับบัญชาการในระบบฐานอำนาจก็จะเริ่มช่วยการออกหาเสียงและซื้อเสียงให้เจ้าของหรือก็คือเจ้านายตนนั้นเอง ให้สามารถเข้าไปร่วมสภาผู้แทนราษฏร เพราะถ้านายเข้าสภาได้ก็ย่อมหมายถึงอำนาจและเงินทองที่จะตกทอดมาถึงตน และเช่นกันเมื่อบรรดาผู้ใต้บังคับบัญชาในฐานอำนาจ ลงเลือกตั้งท้องถิ่นหรือกระทำกิจอันใดก็ตาม ที่ยังประโยชน์แก่เจ้านายเอง ตัวเจ้านายก็จะช่วยเหลือสุดกำลัง และนั้นเองที่ทำให้การเมืองไทยจึงต้องพึ่งระบบนี้คอยค้ำจุนระบอบประชาธิปไตยให้ดำรงอยู่ได้ การมีอยู่ของระบบวงศ์วานธิปไตยนั้น นำมาสู่การอุปถัมถ์หรือการช่วยเหลือ ที่เรียกว่า การทุจริต คงไม่ต้องยกตัวอย่างให้เสียเวลา เชื่อว่าทุกท่านคงจะพอนึกเหตุการณ์ทุจริตต่างๆได้ และด้วยการช่วยเหลือเหล่านี้เอง ที่ทำให้ระบบนี้ยังคงอยู่สืบต่อไปได้ แต่บางครั้งการที่เจ้าของฐานอำนาจที่มีอำนาจบริหารรัฐ เรียกร้องการค่าช่วยเหลือมากจนเกินพอดีเหมือนเก่าก่อน เหล่าผู้รับการช่วยเหลือก็อาจจะทำการต่อต้าน และสร้างฐานอำนาจขึ้นมาใหม่ เพื่อให้กิจที่ตนทำอยู่นั้น มีความคล่องตัวในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งการเลี่ยงภาษีอีกด้วย เราคงจะสามารถเห็นตัวอย่างได้ดีในเวลานี้ นั้นคือระบอบวงศ์วานธิปไตย ของนายทักษิณ ชินวัตร ที่แม้จะถูกริบรอนอำนาจโดยคณะนายทหารรัฐแต่ด้วยการสร้างฐานอำนาจอันมีการวางแผนอย่างดี จึงทำให้นายคนนี้ยังคงมีอำนาจต่อผู้ใต้บังคับบัญชาการของเขา แล้วการจะทำลายระบอบวงศ์วานธิปไตยนี้จะสามารถทำได้หรือไม ในข้อนี้เหมือนดูจะตอบได้ แต่ต้องคิดกันหลายชั้นหลากขั้นตอน ด้วยระบอบนี้หาได้เพิ่งเกิดในยุคอภิวัฒน์การเมือง 2475 แต่ฝังหยั่งรากแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ภายใต้อำนาจอมาตยาธิปไตย ด้วยในสมัยยุคนั้น พระมหากษัตริย์มิได้ทรงมีอำนาจการปกครองและบริหารอย่างแท้จริง เพราะการมีระบอบศักดินานั้นเอง ที่ทรงต้องจำยอมถ่ายโอนอำนาจให้กับเหล่าขุนนางช่วยเหลือกิจต่างๆของพระองค์ จุดนี้เองระบอบวงศ์วานจึงเริ่มขึ้นโดยเหล่าขุนนาง การดำเนินการต่างๆนั้นไม่ต่างกับที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว แต่ในสมัยนั้นปัจจัยในการสร้างอำนาจนั้นต่างกัน ในสมัยนั้น พระมหากษัตริย์มิได้ทรพระราชทานเงินเดือนให้ แต่ทรงพระราชทานเบี้ยหวัดรายปี ปีหนึ่งขุนนางรับเงินราชการกันทีหนึ่ง แล้วขุนนางนั้นก็ต้องมี การหาสิ่งของมาประดับบารมี ตามยศถาบรรดาศักดิ์ที่ตนมี และการจะได้มาซึ่งเงินทองมาจุนเจือบรรดาศักดิ์ ก็เห็นจะแต่การทำไร่นาตามศักดินา แต่ในสมัยปัจจุบันการเรียกเงินนั้นเป็นเพียงเพื่อหาใช้ซื้อสิ่งของอวดอ้างในหมู่พวกเดียวกัน อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ว่าการจะทำลายล้างระบอบนี้นั้น เห็นเป็นการยากพอสมควร เพราะปัจจัยหลายอย่างที่ยังเกื้อหนุนให้มันยังดำรงอยู่ได้ แต่ยังเชื่อได้ว่าในอนาคต เมื่อฐานความรู้และสามัญสำนึกของคนในรัฐมีเพียงพอเป็นที่แน่นอนว่าระบอบนี้คงจะถึงกาลอวสาน แต่ยังคงไม่ใช่ในวันอันใกล้ เพราะหลักฐานนั้นยังคงอยู่ในสภาจนถึงขณะที่กำลังพิมพ์บทความชิ้นนี้อยู่.
posted on 10 Jan 2009 21:30 by socunmim551
ประเทศไทยมีกฎหมายเพื่ออะไร ? หลังจากการหลบหนีไม่ยอมมาขึ้นศาลของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร และ ภรรยา เมื่อ 11 สิงหาคมที่ผ่านมาตำรวจจึงออกหมายจับทั้ง 2 คน ทั่วประเทศและยังส่งไปยังชาติต่างๆ และหลังการออกหมายจับนี้เอง เหล่าลูกพรรคของพรรคพลังประชาชนต่างออกมาเรียกร้องให้ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและในฐานะหัวหน้าพรรคให้จัดการกับทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ออกหมายจับ ‘นายใหญ่’ ของพวกเขา ผมค่อนข้างแปลกใจว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับประเทศเรา หรือบ้านเมืองนี้อยู่ภายใต้อำนาจการบริหารและปกครองของนายทักษิณโดยเด็ดขาดแล้วหรือ ซึ่งไม่ว่าจะทำอะไรกับตัวเขา ย่อมเป็นความผิดไปสิ้น มันก็เป็นธรรมดาตามระบบและกฏเกณฑ์ของประเทศอยู่แล้ว ถ้าบุคคลใดไม่ขึ้นศาลก็ต้องออกมาหมายจับ และการออกหมายจับก็จะต้องมีการลงรูปภาพผู้ต้องหา แต่ทนายความส่วนตัวของนายทักษิณออกมากล่าวว่า เป็นการหมิ่นประมาท ? ผมงุนงงมาก ทำไมการออกหมายจับนายทักษิณต้องพิเศษกว่าผู้ต้องทั่วไปหรือ ในเมื่อเขาก็คือหนึ่งในประชาชนที่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เมื่อเขาทำความผิดก็ต้องออกหมายจับ ทำไมเหล่าลูกพรรคจัดตั้งของนายทักษิณต้องออกมาโวยวายให้จัดการกับตำรวจ ผมรู้สึกผิดหวังกับพวกเขาเหล่านั้นมากที่ได้รับเลือกเข้าไปทำงานที่ทรงคุณค่า เป็นตัวแทนของประชาชน แต่พวกเขาเหล่านั้น ทั้งหัวหงอกหัวดำ กลับเอาความไว้วางใจของเรา ไปพิทักษ์คนที่กระทำความผิดเพียงคนเดียว และเป็นคนที่ทำให้ชาติเข้าสู้ยุคความเสื่อมทรามทางการเมืองและการบริหารดั่งทุกวันนี้ ผมอยากจะทราบเหลือเกินว่าสรุปแล้วประเทศเราจะมีกฎหมายไว้เพื่ออะไรกัน ในเมื่อมันมีความหมายในทางนามธรรมเพียงเท่านั้น การทำตามกฎหมายเป็นสิ่งที่ผิดไปเสียแล้วในขณะนี้ และยังอาจเป็นภัยถึงชีวิตถ้าทำตามที่เขียนในรัฐธรรมนูญ ผมไม่รู้พวกเขาที่ออกมามาเรียกร้องนั้นจะได้ประโยชน์อะไรบ้าง กลัวที่จะเสียผลประโยชน์จากการได้เป็นผู้แทน กลัวเสียผลประโยชน์จากพลังจัดตั้งของนายทักษิณ หรือไม่ว่าจะกลัวสิ่งใดก็ตาม ทำไม่พวกเขาไม่กลัวการเผชิญกับคนในสังคม ที่เฝ้ามองพวกเขาด้วยสายตาประหนึ่งมองคนชั้นต่ำจำพวกหนึ่งเท่านั่น.
posted on 10 Jan 2009 21:29 by socunmim551
หมอกลอยเรียบเหนือผิวน้ำ ไฟถูกจุดขึ้นนอกกระท่อมหลังหนึ่งบนเกาะอันโดดเดี่ยวในเขื่อนเชี่ยวหลาว ชายเจ้าของกระท่อมรินน้ำจากกาใบใหญ่ กาแฟหอมกรุ่นควันขาวถูกจิบอย่างละเลียด สายตาทอดยาวไร้จุดหมาย เขาลุกขึ้นจากแคร่ จุดบุหรี่สูบแล้วจึงเดินเลียบชายน้ำเขาชอบการเดินเล่นยามเช้ารอบเกาะเล็กๆแห่งนี้ แม้มันจะไม่ใหญ่โตแต่เขาก็พอใจเสียงเรือหางยาวดังมาแต่ไกล เขาเงี่ยหูฟังก็เจอความฉงนอย่างมากด้วยเรือนั้นมุ่งมามาทางเขาด้วยความรวดเร็ว เขารีบเข้าภายในกระท่อมฉวยปืนคู่ใจ แล้วจึงเข้าชิดขอบหน้าต่างเรือหางยาวที่ว่านั้น ดับเครื่องลอยเฉื่อยเข้าใกล้ฝั่ง ชาย 3 คนกระโดดลงมาชายคนหนึ่งท่าทางดูน่าเกรงขาม เขวี้ยงก้นบุหรี่ ถอนแว่นตาดำออก มองไปรอบๆ“ เฮ้ย ไอ้ชิตอยู่ไหนวะ ออกมาหน่อยโว๊ย กูเองไอ้วิช กูมารับมึง” ชายคนนั่นตะโกนชายในกระท่อม หรือ ชิต ลดปืนลงก่อนจะตรงไปที่ประตู ชิตมีอาการลังเลเล็กน้อยในที่สุดก็เปิดออกไป วิชหันมายิ้มให้เขา “มึงมาอยู่ที่นี่ รู้ไหมไม่มีใครทำงานได้ดีสักคน” วิชบอกขณะจุดบหรี่สูบพวกเขาอยู่บนรถตู้หรูมุ่งหน้ากลับสู่กรุงเทพ ชิตนั่งนิ่งเหม่อนอกหน้าต่างวิชหยิบแฟ้มมาจากกระเป๋าหนังส่งให้ชิต เขารับมาเปิดอ่าน ภายในนั่นมีรูปชายกลางคนท่าทางภูมิฐาน พร้อมรายระเอียดต่างๆเกี่ยวกับชายคนนั่น“เบื้องบนมีคำสั่งให้เก็บไอ้เหี้ยนี่” วิชบอกก่อนสูบบุหรี่ “งานนี่มีแต่มึงเท่านั่นที่ทำได้”“กูจะได้เท่าไร” ชิตเอ่ยถามพลางจุดบุหรี่ “งานใหญ่ขนาดนี้ 5 แสนวะ” วิชบอกชิตมองวิชก่อนจะก้มอ่านรายระเอียดต่อไป ฝนโปรยสายพร่ำๆตอนหัวค่ำ ชิตยืนหลบในเงามืด สายตาจับจ้องไปยังร้านอาหารหรูฝั่งตรงข้าม ชายผู้ถูกหมายหัวหรือมานพ ประธานคณะกรรมการตรวจสอบการทุจริตแผ่นดิน นั่งกินดื่มอย่างสนุกสนานกับเพื่อนหลายคน ชิตสะกดรอยตามท่านมานพมา 3วันชิตสูบควันสุดท้าย ก่อนจะขี่มอเตอร์ไซค์ออกไป เช้ามืดวันรุ่งขึ้น ชิตมาซุ่มอยู่ที่ทางออกสู่ถนนใหญ่ของท่านมานพ เขานั่งนิ่งให้ใจสงบเสียงรถดังมาแต่ใกล้ ชิตลอบดูก็พบเป็นรถเป้าหมาย ปืนลูกซองถูกหยอบขึ้นประทับพร้อมเขาเล็งที่ด้านคนขับอย่างใจเย็น รอระยะที่เหมาะแก่การยิง ก่อนจะกดไกปืนเข้าที่หมายรถเสียหลักลงไปในคูน้ำด้านขวาของรถ ชิตรีบวิ่งพร้อมปืนสั้นคู่ใจกระชับในมือท่านมานพนอนโอดครวญที่เบาะหลัง ส่วนคนขับตายไปแล้ว ชิตประทับปืนที่กลางหน้าผาก“อย่า” ท่านมานพร้องขอชีวิต แต่คำตอบที่ได้คือลูกปืนที่เจาะเข้าสู่กลางหน้าผาก ชิตนับเงินในซองที่ได้รับคร่าวๆ เขามั่นใจวิช เพราะร่วมงานกันมานาน“นี่ มึงจะกลับไปอยู่ที่เขื่อนอีกหรอวะ ทำไมไม่อยู่ที่นี่ล่ะ จะได้รับงานง่ายๆ”วิชถามพลางจิบกาแฟ “กูเบื่อวะ อยู่ที่นั่นสบายใจกว่า” ชิตตอบพร้อมจุดบุหรี่สูบ“ตามใจมึง กูไปก่อนล่ะ โชคดี” วิชลากลับไป ชิตกลับไปเก็บของที่โรงแรมที่พักขณะที่คืนห้อง โทรทัศน์รายงานข่าวการเสียชีวิตท่านมานพ “หมดคนนี้ใครจะกล้าตรวจสอบพวกมันอีก” พนักงานพูดกับชิตพลางส่ายหัว “ทำไมล่ะ” “คุณไม่รู้เลยหรอ ว่าพวกรัฐบาลมันโกงมาก จนมีการตรวจแต่พวกแม่งก็ไล่ฆ่าหมด”พนักงานตอบ ชิตฟังนิ่ง ก่อนจะเดินออกมาจากโรงแรม เรียกรถไปเอกมัย เตรียมไปที่กัมพูชา