ศักดิ์ศรีของมนุษย์

posted on 10 Jan 2009 21:34 by socunmim551
  กูก็กำลังทำอยู่ไง มึงไม่ต้องรีบหรอก กูทำทุกวันอยู่แล้ว เสียงเพื่อนของผมกล่าวผ่านโทรศัพท์ในกลางดึก หลังจากที่ผมเปรยต่อว่าเรื่องการเขียนบทภาพยนตร์ที่จะต้องทำภาพยนตร์สั้นส่งปลายเทอม  ผมก็รับฟังโดยไม่กล่าวอะไรอีก ผมอ่านบทที่เพื่อนคนนั้นทำมาให้ผมอ่าน  ผมอ่านได้แค่ไม่กี่บรรทัด อารมณ์ผมพลุ่งพล่านขึ้นทันที เพราะเขาไปลอกมา      หลังจากที่ฝ่าการจราจรอันหนาแน่นของย่านถนนเส้นเพชรบุรีตัดใหม่จนมาถึงมหาวิทยาลัย  มันก็ล่าช้ากว่าการบรรยายของวิชากองถ่ายทำภาพยนตร์  แต่อาจารย์และเพื่อนในห้องบางส่วนยังนั่งคุยเรื่องจิปาถะกันอยู่   ในช่วงหนึ่งอาจารย์ท่านนั้นได้กล่าวว่า คนที่ถือศักดิ์ศรีในแวดวงบันเทิงมักจะอยู่ได้ไม่นาน  เราต้องรู้จักผ่อนปรนและเอาตัวรอด     ผมนั่งขบคิดเรื่องทั้งสองเรื่องอย่างเศร้าใจ  ทำไมเราต้องยอมลดศักดิ์ศรีกันขนาดนั้น ผมคิดว่ามันไม่จำเป็นมากมายขนาดนั้นหรอก จริงอยู่ถ้าคนเราแข็งมากเกินไป ก็จะมีผู้คนต่อต้านและไม่อย่างจะมีปฏิสัมพันธ์ด้วย  แต่ทำไมเราไม่ทำให้มันพอดีล่ะ  ตัวอย่างแรก ในเรื่องเพื่อนที่ทำบทภาพยนตร์ ทำไมเขาต้องไปลอกงานคนอื่นมาหลอกผมและเพื่อนร่วมกลุ่มผมจะไม่สนใจ ไม่ใส่ใจ ปล่อยผ่านไปเหมือนมันไม่เคยเกิดขึ้นก็ได้  แต่ผมเป็นคนที่อ่านหนังสือมากมายคนหนึ่งการเขียนที่เป็นรูปแบบและสามารถบรรยายฉากได้ละเอียดจนมองเห็นภาพในจิตนาการนั้น  ผมมันใจว่าเขาไม่สามารถเขียนมันออกมาได้  ไม่ใช่ผมจะดูถูกเพื่อน และยกตนว่าเก่งกาจ เปล่าเลย แต่เพราะเท่าที่ผมอยู่ร่วมคลุกคลีกับเขาเขาเล่นแต่เกมเป็นกิจวัตรประจำวัน  ไม่สนใจการเรียนมากนัก ขาดเรียนเป็นประจำ ความใฝ่ฝันอยากทำงานครีเอทีฟแต่ทำไมเขาสามารถเขียนบทที่ดูดีและสวยงามได้เทียบเท่านักเขียนมือฉมัง   ผมสงสัยว่าทำไมเขาจึงยอมลดตัวไปลอกงานคนอื่นมา แล้วแสดงอาการภูมิใจนักหนา   หรือเพียงเพื่อเอาตัวรอดไปแค่นั้นพอ ศักดิ์ศรีและความภูมิใจในตนไม่สนใจ           และกล่าวถึงที่อาจารย์ผมว่า  ผมว่ามันช่างเกินไปและเยียดหยามตนเองและมนุษย์   ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามเราต้องเอาตัวรอดอย่างเดียวเท่านั้นหรือ  ทำไมสังคมที่เจริญล้ำหน้าและพัฒนาขั้นสูงแบบสมัยนี้  กลับตกต่ำในด้านจิตวิญญาณกว่ายุคสมัยโบราณที่มีเพียงตัวตนกับสองมือ สร้างได้เพียงดาบ เครื่องใช้ยังชีพประจำวันแต่จิตวิญญาณสูงผมลองคิดเล่นๆว่า คนสมัยก่อนที่ได้สิ้นไปแล้ว และเป็นวิญญาณอยู่ในขณะนี้ คงมองคนยุคนี้ด้วยสายตาสังเวชยิ่ง         ถึงเราจะเป็นมนุษย์และต้องยังชีพอยู่บนโลกและสังคมให้ได้  แต่เราจำเป็นไหมที่ต้องทำลายศักดิ์ศรีทั้งหมดลงแม้ศักดิ์ศรีมันอาจจะไม่รูปร่างเป็นตัวตน  แต่มันก็มีรูปร่างอยู่ในตัวเรา ในจิตวิญญาณของเรา  สองสิ่งที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคนนั้น  มีสองประการ คือ  ความเป็นอิสระ และ ศักดิ์ศรี.้งหมดลง้ได้ิญญาณอยู่ในขณะนี้ คงมองคนยุคนี้ด้วยสายตาสังเวชยิ่งวิญญาณสูงด้  ไม่ใช่ผมจะด   

บันทึกกวี

posted on 10 Jan 2009 21:33 by socunmim551
สายฝนกระหน่ำลงยามดึก  โลกอุดมด้วยความชุ่มเย็นและฉ่ำสบาย   กวีผู้เจนโลกสูบบุหรี่ช้าๆ ทอดอารมณ์กับบรรยากาศ พร้อมจิบเบียร์ขวดเขียวยี่ห้อดัง  นานแล้วที่เขาไม่ได้นั่งดูฝนอย่างละมุนเช่นนี้   เขาจุดบุหรี่ตัวใหม่  ทอดสายตาออกไปกลางความมืดและสายฝน  เหมือนจะมีจุดหมายแต่ก็ไร้ซึ่งแก่นสารหรืออาจจะเหมือนเม็ดฝน มากมายแต่ก็เพียงหนึ่ง     ข้างตัวเขามีหนังสือคั่นหน้าวางอยู่เล่มหนึ่ง เขาเหลือบแวบหนึ่งหมายจะหยิบอ่าน แต่ก็เกิดเปลี่ยนใจ ให้อ่านตกฝนตก  สู้หลับตาฟังเสียงดีกว่า   แล้วจึงหยิบเบียร์โยกย้ายไปยังชานหน้าบ้าน พร้อมหยิบสมุดเขียนกวีของเขาติดมือออกไปด้วย       ควันขาวเอื่อยไหลหายไปในฝนพร่ำ เขาพึมพำประโยคก่อนจรดปากกาลงบนหน้ากระดาษฝนโปรยปรายลงแผ่นพื้น  สะอื้นไห้ไว้ทุกข์แก่โลกา   เขาคิดเช่นนี้ในโลกปัจจุบัน   โลกร้อนขึ้น  ทุนนิยมโหมกระหน่ำ  ภัยต่างๆที่แวดล้อมมีมากเกินกว่าจะระวังได้หมด          ยุงร้ายแอบจู่โจมชิงเลือด   หมายจะต่อตีแต่ก็ช้ากว่าหลายขุม   ขณะเกาตุ่มเขาหวนนึกถึงคำของปู่เย็น  นิ่งเหมือนมด  อดเหมือนหมา กล้าเหมือนยุงมันช่างเป็นประโยคง่ายๆแต่ยิ่งใหญ่ของผู้ผ่านโลกมาเนิ่นนาน    ฝนหยุดตกไปนานแล้วเขาเหลือบดูนาฬิกาย่างเข้าตี 1   เขาจึงลุกหมายจะเข้าครัวหยิบเบียร์ขวดใหม่   โทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น  เขากดรับสาย ปลายสายถามว่ามึงหลับหรือยังว่ะ พวกกูจะไปหามึง  เขาตอบยินดี  ราวเกือบตี2 ขณะเขาหนังอ่านหนังสือ รถเก๋ง 2 คันตรงเข้ามาจอดเทียบหน้าบ้าน    จอห์นนี่เดินเล่นไหลลงไปเยี่ยมเยียนโซดากับน้ำแข็งในแก้ว   ได้ใจความหลังแก้ว2ผ่านคอไอ้วิชว่าหลังจากออกจากร้านประจำ นึกอยากมากินกันต่อที่นี่ดีกว่า เขาหยิบบุหรี่จุดสูบ  จิ๊บหนึ่งในหมู่ผู้เจนจัดเรื่องหนังสืออีกคนในกลุ่ม บอกกับเขาว่าตอนนี้มีแผนการจะเปิดร้านหนังสือผสมร้านกาแฟ  ก็ดีนี่ เขาบอกก่อนยกแก้วจิบเหล้า  หนังสือคือสิ่งเบิกโลกกว้าง ฉะนั้นกูจะสรรสร้างทางให้กว้าง  จิ๊บว่า  เขาไม่พูดดึงควันขาวเข้าปอด   วิถีชีวิตที่แท้จริงไม่มีอยู่ในหนังสือหรอก เขานึกอยากบอกเพื่อน   ไอ้วิชหนุ่มร็อกเกอร์ผมยาว กระดก on the rock จนหน้าเหยเก  ก่อนหยิบมันฝรั่งทอดกิน  เขามองจานมันฝรั่งนั้น ในหัวเต็มไปด้วยคำถาม ทำไมอาหารการกินเมืองเราต้องกระเดียกไปเป็นแบบฝรั่งด้วย  นี่เราตกอยู่ใต้อำนาจต่างชาติ แม้แต่อาหารการกินแล้วหรือ  กูว่าวงการเพลงบ้านเราเริ่มย่ำอยู่กับที่แล้ว  ไอ้วิชเอ่ย   ทำไมว่ะ  ไอ้ใหม่ถามขึ้นหลังนั่งฟังเพื่อนอยู่นานเพลงอินดี้กลายเป็นกระแสหลักไปแล้ว  น่าเศร้าใจ จิตวิญญาณสูญสิ้นแล้ว วิชเอ่ยแววตาเศร้าสร้อยเขาจุดบุหรี่ พร้อมอยากจะบอกเพื่อนว่า ดนตรีมีไว้เพื่อการผ่อนคลาย จริงจังได้แต่ก็ให้สนุกสนาน จะอินดี้หรือแกรมมี่ถ้าพึงพอใจก็ยุติ  ด้วยเหตุนี้มั้งที่ทำให้เขาไม่ค่อยสนใจนิตยสารเกี่ยวกับเพลง  เขามีหูที่ยังฟังได้ยินและมีวิจารณญาณที่ครบถ้วน  ที่สำคัญการฟังเพลงคือการเข้าถึงสุนทรียภาพของแต่ละคน เขาดับบุหรี่หันไปคุยกับอัชฌา นักเขียนรูปพูดน้อย  ซึ่งนั่งจมอยู่ในความขึ้นของตน  เอาไว่ให้ยุงวางไข่หรอว่ะ  เขาเย้าเล่น  มันชอบเรื่อยๆโว๊ย  เสียงไอ้บอลตัวฮาและขากินจุประจำกลุ่มว่า   รูปร่างที่ผอมบางขัดกับการกินปานยัดห่า ทำให้เขาแอบอมยิ้มเล็กๆ   มึงรู้ไหมตอนนี้กูได้ของใหม่มา นักสะสมของเก่าจอมกินจุว่าต่อ ได้อะไรมาล่ะ เขาถาม  ไอ้เรือป๊อกแป๊กที่ใช้เทียนจุดให้มันวิ่งไง บอลตอบอย่างมีความสุข  เขานึกออกตามคำเพื่อน   มันทำให้เขาคิดว่าคนไทยสมัยก่อนช่างใจเย็นและมีความสุขกับสิ่งง่ายๆ ผิดกับทุกวันนี้จริงๆ  เขาลุกจากวงไปเปิด cd เพลงjazz ให้วงเหล้ามีสีสันขึ้นอีกนิด  ยำหมูสามชั้นถูกยกออกจากครัวด้วยฝีมือการปรุงของไอ้บอล  อร่อยดีว่ะ เขาเอ่ยชอ  นี่ล่ะรสชาติของไทยที่มีมีใครเหมือนและไม่เหมือนใคร  เมื่อถึงครึ่งขวด 2 เหลือเพียงเขา  วิช  บอล และอัชฌา  เวลาล่วงตี4 ครึ่งแต่คนที่เหลือในวงยังเฮฮากันอยู่  เขาหัวเราะขึ้นเมื่อไอ้บอลเล่าเรื่องตลก    เขานึกย้อนไปสมัยทุกคนเรียนมัธยมด้วย  เขาคิดเสมอว่าความจริงใจและมิตรภาพจะยืนยาวก็แค่ในช่วงเวลานั้น  เพราะช่วงเวลาในรั้วอุดมศึกษามีแต่การเอาตัวรอดและชิงดีชิงเด่น   จนถึงขณะนี้เขาและผองเพื่อนก็ก้าวล่วงสู่วัยในการทำงาน  แต่พวกเราก็ยังเหนียวแน่นในมิตรภาพ   เขานึกถึง canto ขำๆที่เขาเคยแต่งไว้  เพิ่อนหาไม่ง่ายเหมือนข้าวแกง     เขารู้สึกชอบบทกวีนี้มากจนจำขึ้นใจ  เพราะการจะคบหาถือมิตรภาพกันนั้น  มันต้องใช้เวลาและปัญญาตริตรอง   เพราะการอยู่ด้วยกันทุกวันก็ไม่สามารถเรียกว่าเพื่อนได้ เพราะคำว่าเพื่อนนั้นดำมืดลึกลับ รองจากคำว่า รัก  เวลาล่วงตี 5 กว่า เหลือเพียงเขากับวิช  เขาลุกไปเปิดโทรทัศน์ดูข่าวหัวรุ่ง   มึงว่าบ้านเมืองตอนนี้เป็นไงว่ะ     วิชถามพร้อมสูบบุหรี่แก้มตอบ   กูว่ามันวุ่นวายว่ะ  นายใหญ่ไร้บัลลังก์ ขี้ข้าก็แย่งกันมีอำนาจ  ตัวแทนก็กร่างเพียงเพื่อรักษาสถานภาพ  เขาตอบ  วิชพ่นควันยาว พลางจิบเหล้า   กูอยากให้บ้านเมืองสงบเร็วๆว่ะ กูรำคาญพวกเหี้ยนี่เต็มทีแล้ว   ตีนฟ้าตะวันออกของเช้าวันอาทิตย์เริ่มแผดแสงบ้างแล้ว   เขาไล่วิชไปนอน  แล้วจึงลงมือเก็บล้างถ้วยชามต่างๆ   ก่อนจะจุดบุหรี่สูบนั่งลงที่โซฟา  สายตาเหม่อมองฟ้าหมาดฝน  ก่อนที่สายฝนจะค่อยๆโปรยสายลงมาทุกสิ่งในโลกนี้ช่างอยู่บนความไม่แน่นอนจริงๆ  ฟ้าใสเริ่มออกแสงชั่วครู่กลับเปลี่ยนเป็นหยาดฝนโรยปรายเขานึกประโยคขึ้น   จึงลุกไปหยิบสมุดบันทึกจดไว้ ก่อนจะกลับมาเอนหลังที่โซฟา มองเม็ดฝนจนม่อยหลับไป.                
ทฤษฏีสีและความเกี่ยวข้องกับมนุษย์ ทฤษฏีสี            เมื่อกล่าวถึงสีโดยทั่วไปแล้วย่อมเข้าใจ และรู้ได้ทันทีว่า หมายความถึงสิ่งใดเพราะมนุษย์เราตามปกติได้คลุกคลี หรือมีประสบการณ์เกี่ยวกับสี มาโดยตลอดตั้งแต่วัยเด็กจนเติบใหญ่ นอกจากนั้นยังนำเอาสีมาเป็นองค์ประกอบของชีวิตอีกด้วย และในบรรดาสีที่มีอยู่มากมายในสีของธรรมชาติก็ดี หรือสีที่เกิดขึ้นจากการประดิษฐ์คิดค้นของมนุษย์ก็ดี ในวงการศิลปะที่เกี่ยวข้องกับสี ได้ทำการแยกลักษณะของสีออกเป็นขั้น ๆ  คำจำกัดความของสี
           1. แสงที่มีความถี่ของคลื่นในขนาดที่ตามนุษย์สามารถรับสัมผัสได้
            2. แม่สีที่เป็นวัตถุ (PIGMENTARY PRIMARY) ประกอบด้วย แดง เหลือง น้ำเงิน
            3. สีที่เกิดจากการผสมของแม่สี

คุณลักษณะของสี

           
สีแท้ (HUE) คือ สีที่ยังไม่ถูกสีอื่นเข้าผสม เป็นลักษณะของสีแท้ที่มีความสะอาดสดใส เช่น แดง เหลือง น้ำเงิน
          สีอ่อนหรือสีจาง (TINT) ใช้เรียกสีแท้ที่ถูกผสมด้วยสีขาว เช่น สีเทา, สีชมพู
          สีแก่ (SHADE) ใช้เรียกสีแท้ที่ถูกผสมด้วยสีดำ เช่น สีน้ำตาล                                                  ข้อมูลจาก  http://www.artmwk.50g.com/color.htm  ความเกี่ยวข้องกับมนุษย์            ในความเข้าใจเกี่ยวกับมนุษย์  ด้วยความเป็นมนุษย์ที่เราดำรงอยู่ ทำให้ทราบว่า มนุษย์นั้นก็ไม่ต่างอะไรกับทฤษฏีสีที่กล่าวมาข้างต้น   มนุษย์หนึ่งคนนั้นต้องประกอบด้วยสภาวะภายนอกและสภาวะภายในรวมเข้ากันสภาวะภายนอก ได้แก่ สิ่งแวดล้อมรอบตัว  สังคม ความรู้ที่ถูกสั่งสอน  และประสบการณ์ที่ผ่านวงจรต่างๆของสังคมสภาวะภายใน  ได้แก่  จิตใจของมนุษย์  และประสบการณ์ส่วนตัวของตน  ความสำนึกในจิตใจ    จากข้างต้นนั้น เราสามารถลำดับการพัฒนาของมนุษย์เป็นไปตามลำดับ  มนุษย์ในช่วงวัยเด็ก เป็นดั่ง สีแท้  ไม่มีสิ่งใดเจือปน ไม่มีจริตทุกสิ่งแต่ง  มีความบริสุทธิ์ จากนั้นมนุษย์จะเริ่มต้นสู่ลำดับ สีอ่อนหรือสีจาง  เป็นช่วงวัยเด็กเช่นกัน แต่เป็นช่วงที่เรียนมีความรับรู้ เริ่มเข้าสู่การเรียนรู้ที่ถูกกำหนด ในช่วงเวลานี้มนุษย์จะเริ่มรับรู้ประตูสู่สิ่งต่างๆในโลกในช่วงเวลาถือเป็นช่วงบ่มเพาะจิตวิญญาณ  ความรู้สำนึก ความละอายต่างๆ  เพราะสามารถยัดเยียดหรือจะเรียกให้สุภาพว่า การปลูกฝัง  เป็นช่วงเริ่มต้นที่สภาวะภายนอกเข้ามามีบทบาทต่อสภาวะภายใน  แต่ยังเป็นช่วงที่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อในการสร้างมนุษย์ตามสิ่งสั่งสม  ถ้าเลี้ยวทางดีก็ดีไป แต่ถ้าเลี้ยวทางชั่วก็จะกลายเป็นความบรรลัยต่อมวลมนุษย์และในช่วงเวลาเดียวกันนี้  ลักษณะสีแก่หรือสีที่ได้จากการประดิษฐ์ก็เริ่มก่อร่างสร้างตัวขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นที่ว่าก็คือ กิเลส และความชั่วเบื้องต่ำที่มีอันตราย  ช่วงที่สิ่งนี้ก่อตัวจะเริ่มจากช่วงวัยรุ่นไปจนกว่าจะดับสิ้นไป      ทำไมถึงต้องมากล่าวทฤษฏีนี้ เพราะมนุษย์ทั้งหลายที่เห็นมาก็เป็นไปตามนั้น มีทั้งสีแท้ สีจาง และสีแก่คนเรานั้นสามารถที่จะรักษาความเป็นสีแท้ได้ไม่ยาก หรือเลวที่สุดก็เป็นแค่เพียงสีจางเท่านั้น  แต่อย่างที่กล่าวสภาวะนอกและในของมนุษย์สมัยโลกนี้  ต่างมีอิทธิพลมากล้ำในการควบคุมคนคนนั้น